Nissan Juke Club Thailand นิสสัน จู๊คคลับ (ประเทศไทย)

ผู้เขียน หัวข้อ: “แบตเตอรี่แห้ง” คืออะไร? แบบไหนดีกว่ากัน?  (อ่าน 48 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ tawann8

  • สมาชิก 10 ไมล์
  • *
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 12644
  • กระทู้: 18
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: กรุงเทพ
  • ชื่อเล่น: อาม
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
 Share 

“แบตเตอรี่แห้ง” (Sealed Maintenance Free Car Battery - SMF) คือ แบตเตอรี่รถยนต์รูปแบบหนึ่งที่ไม่ต้องเติมน้ำกลั่นเพิ่มตลอดอายุการใช้งาน นับเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกของแบตเตอรี่รถยนต์ในปัจจุบันที่มีให้เลือกหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นแบตเตอรี่รถยนต์แบบดั้งเดิมที่ต้องคอยเติมน้ำกลั่นหรือที่รู้จักกันในชื่อ “แบตเตอรี่น้ำ” (Conventional Battery) หรือแบตเตอรี่รุ่นใหม่ที่ไม่ต้องเติมน้ำกลั่นบ่อยๆ แบบ “แบตเตอรี่กึ่งแห้ง” (Maintenance Free Car Battery - MF) แล้วแบตเตอรี่แต่ละประเภทแตกต่างกันอย่างไร? วันนี้มีข้อมูล “แบตเตอรี่แห้ง” มาฝากค่ะ

1. “แบตเตอรี่แห้ง” คืออะไร?
แบตเตอรี่แห้ง (Sealed Maintenance Free Car Battery - SMF) คือ แบตเตอรี่แบบกรดตะกั่วอีกประเภทหนึ่งที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อลดขั้นตอนในการดูแลรักษาแบตเตอรี่รถยนต์ ไม่ว่าจะเป็นการที่ไม่มีช่องสำหรับเปิด-ปิดเพื่อเติมน้ำกลั่นแบบที่มีในแบตเตอรี่รถยนต์ทั่วไป ซึ่งจะช่วยลดโอกาสที่น้ำกรดภายในแบตเตอรี่จะรั่วไหลออกมาทำลายเครื่องยนต์ ตลอดจนอายุการใช้งานของแบตเตอรี่แห้งที่มากกว่าแบตเตอรี่น้ำ ทำให้แบตเตอรี่ประเภทนี้มีราคาสูงกว่าแบตเตอรี่ทั่วไป

อย่างไรก็ตามแบตเตอรี่แห้ง อาจไม่ได้แห้งสนิทตามชื่อที่เรียก เพราะภายในแบบเตอรี่แห้งบางรุ่นหรือบางยี่ห้ออาจจะมีของเหลวที่ทำหน้าที่เป็นอิเล็กโทรไลต์ของแบตเตอรี่แห้งปนอยู่ ไม่ว่าจะเป็นกรดแบบตะกั่ว หรือของเหลวที่มีลักษณะคล้ายเจล ซิลิโคน หรือแป้งน้ำ (Paste) ซึ่งการใช้เจลเป็นตัวอิเล็กทรอไรต์แทนน้ำกรดนั้นจะช่วยลดอัตราการสูญเสียน้ำ เเละเพิ่มการกักเก็บแก๊สไฮโดรเจนและออกซิเจนที่เกิดขึ้นระหว่างการใช้งานให้แปรสภาพกลับไปเป็นน้ำ ทำให้ลดความถี่ในการเติมน้ำกลั่น หรือไม่ต้องเติมน้ำกลั่นเพิ่มเติมตลอดอายุการใช้งาน ดังที่เห็นได้จากแบตเตอรี่แบบแห้งส่วนใหญ่จะไม่มีรูสำหรับเติมน้ำกลั่น

ทั้งนี้ แบตเตอรี่แห้งจะได้รับการเติมน้ำกรดและชาร์จไฟตามมาตรฐานโรงงานผลิตมาเรียบร้อยเเล้ว ทำให้สามารถจัดจำหน่ายเเละนำไปใช้งานได้ทันที อย่างไรก็ตามหากแบตเตอรี่ดังกล่าวถูกเก็บไว้มากกว่า 6 เดือนขึ้นไป ควรต้องตรวจเช็กไฟในแบตเตอรี่ก่อนนำไปใช้งาน เนื่องจากไฟในแบตเตอรี่อาจอ่อนลง รวมถึงก่อนการติดตั้งเพื่อใช้งาน ควรต้องชาร์จไฟเพื่อรักษาความคงทนของแบตเตอรี่ไว้ด้วย




2. “แบตเตอรี่แห้ง” มีกี่ประเภท?
    แบตเตอรี่แห้งสามารถแบ่งประเภทได้จากรูปแบบของสารละลายอิเล็กโทรไลต์ภายในเซลล์แบตเตอรี่ มีรายละเอียดดังนี้

1) แบตเตอรี่แห้งแบบ AGM (Absorbent Glass Mat)

แบตเตอรี่แห้งแบบ AGM (Absorbent Glass Matt) จัดเป็นแบตเตอรี่ตะกั่วกรดชนิดพิเศษที่มีเทคโนโลยีแผ่นกั้นใยแก้วพิเศษ ช่วยลดการระเหยของน้ำและช่วยดูดซับน้ำกรดได้เป็นอย่างดีในกรณีที่รถยนต์อยู่ในสภาวะสั่นมาก หรือกรณีที่แบตเตอรี่แตก น้ำกรดจะถูกดูดซับเอาไว้เเละไม่ไหลออกมาสร้างความเสียหายให้กับรถยนต์

แบตเตอรี่แห้งแบบ AGM ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อรองรับนวัตกรรมยานยนต์ในปัจจุบันที่ต้องการแหล่งพลังงานประสิทธิภาพสูง เช่นรถยนต์รุ่นใหม่จากบริษัทชั้นนำในเเถบยุโรป ปัจจุบันอาจพบว่าแบตเตอรี่ดังกล่าวไม่เป็นที่นิยมใช้งานในในเเถบเอเชียมากนัก

2) แบตเตอรี่แห้งแบบเจล

แบตเตอรี่แห้งแบบเจล คือแบตเตอรี่ที่มีตัวอิเล็กโทรไลต์ในรูปของเจล มีความคงทนต่ออุณหภูมิการใช้งานที่กว้างทั้งในอุณหภูมิที่เย็นและร้อน จึงเป็นที่นิยมใช้งานในประเทศที่มีอากาศหนาวเย็น เนื่องจากตัวอิเล็กโทรไลต์ในรูปของเจลจะไม่จับตัวเเข็งเมื่อเจอกับสภาพอากาศหนาวจัด

อย่างไรก็ตาม แบตเตอรี่แห้งแบบ AGM ส่วนใหญ่ในท้องตลาด จะมีราคาสูงกว่าแบตเตอรี่ทั่วไป อีกทั้งยังมีข้อจำกัดด้านอุณหภูมิระหว่างการใช้งาน เเละมีอายุการใช้งานสั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ขาดการชาร์จไฟ จนเกิดภาวะการกระชากไฟรุนแรง (Over-discharge) เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นได้ในแบตเตอรี่ทั่วไป



3. “แบตเตอรี่แห้ง” แตกต่างจากแบตเตอรี่กึ่งแห้งยังไง?
แบตเตอรี่แห้ง (Sealed Maintenance Free Car Battery - SMF) จะไม่ต้องเติมน้ำกลั่นเลยตลอดอายุการใช้งาน ทำให้ไม่มีช่องสำหรับเปิด-ปิดเพื่อเติมน้ำกลั่น ในขณะที่แบตเตอรี่กึ่งแห้ง (Maintenance Free Car Battery - MF) ยังต้องเติมน้ำกลั่นอยู่ ทำให้มีช่องสำหรับเปิด-ปิดเพื่อเติมน้ำกลั่น จึงจะมีอัตราการระเหยของน้ำกลั่นที่น้อยกว่าแบตเตอรี่น้ำ (Conventional Battery)

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าแบตเตอรี่แห้งเเละแบตเตอรี่กึ่งแห้งจะมีราคาสูงกว่าแบตเตอรี่แบบน้ำ เเต่เเบตเตอรี่ทั้งสองกลุ่มจัดเป็นแบตเตอรี่รถยนต์ที่ดูแลรักษาง่าย มีประสิทธิภาพที่สูงกว่าแบตเตอรี่แบบน้ำ เเละมีมาตรฐานการผลิตเท่ากันทุกลูกจากการที่ได้รับการเติมน้ำกรดเเละชาร์จไฟตามมาตรฐานโรงงานผลิต



4. “แบตเตอรี่แห้ง” หรือแบตเตอรี่น้ำ เลือกแบบไหนดี?
แบตเตอรี่แห้ง (Sealed Maintenance Free Car Battery - SMF) ไม่ต้องคอยเติมน้ำกรดหรือน้ำกลั่นแต่อย่างใดตลอดอายุการใช้งาน มีน้ำหนักที่เบากว่าแบตเตอรี่น้ำ (Conventional Battery) และสามารถวางแบตเตอรี่แห้งในทิศทางใดก็ได้โดยที่สารเคมีจะไม่หกไหลออกมา เนื่องจากแบตเตอรี่แห้งได้รับการซีลห่อหุ้มไว้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตามแบตเตอรี่แห้งจะมีราคาสูงกว่าแบตเตอรี่น้ำ รวมถึงแบตเตอรี่แห้งเป็นแบตเตอรี่ระบบปิดที่มีช่องระบายเพียงช่องเดียวและมีขนาดเล็ก จึงทำให้มีโอกาสอุดตันได้โดยง่าย และเมื่ออุดตันจะเกิดปัญหาแรงดันภายในหรือความร้อนสะสมมาก หากเป็นแบตเตอรี่แห้งแบบปิดผนึกซีล เมื่อซีลหลุดลอกอาจทำให้ความชื้นเข้าสะสมภายในและทำความเสียหายให้กับแบตเตอรี่ได้



5. “แบตเตอรี่แห้ง” อายุการใช้งานเท่าไร?
อายุการใช้งานของแบตเตอรี่แห้งส่วนใหญ่จะอยู่ที่ประมาณ 1.5 - 2.5 ปี ขึ้นอยู่กับยี่ห้อเเละสภาพการใช้งาน หรือคิดเป็นระยะทางในการขับขี่ประมาณ 50,000 - 70,000 กิโลเมตร ซึ่งมากกว่าอายุการใช้งานของแบตเตอรี่แบบน้ำที่ต้องคอยเติมน้ำกลั่น และอาจใช้งานต่อเนื่องได้ถึง 5-10 ปี หากได้รับการดูแลรักษาอย่างถูกต้อง ทั้งนี้สาเหตุสำคัญที่ทำให้อายุการใช้งานของแบตเตอรี่แห้งสั้นลงมีหลายสาเหตุ เช่น อุณหภูมิที่ร้อนเกินไป  ระบบไฟฟ้าของรถยนต์ที่ไม่เสถียร หรือการไม่ชาร์จไฟ หรือชาร์จไฟไม่ถูกต้อง

ทั้งนี้ แบตเตอรี่จะมีอายุการใช้งานที่ยาวขึ้นหากเก็บรักษาในที่ที่มีอุณหภูมิและความชื้นต่ำ เนื่องจากอุณหภูมิสูงจะทำให้เกิดปฏิกิริยาที่ไม่พึงประสงค์ได้โดยง่าย ดังนั้นควรเลือกซื้อจากร้านที่เก็บ รักษาแบตเตอรี่อย่างเหมาะสม เช่น ติดเครื่องปรับอากาศ ซึ่งจะช่วยให้แบตเตอรี่มีอายุการใช้งานตามที่ควรจะเป็น

เมื่อเลือกแบตเตอรี่ที่เหมาะสมกับการใช้งานได้แล้ว อย่าลืมลดความเสี่ยงจากค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิดจากอุบัติเหตุระหว่างการขับขี่ ด้วยประกันรถยนต์ด้วยนะคะ https://www.smk.co.th/premotor.aspx